(เครดิต)

 

 

วันจันทร์ที่ 16 ก.พ.  น้องมาทำงานด้วยหน้าตาที่อิดโรยและซูบลงไปเยอะเพราะอดนอนและทานอาหารได้เหมือนแมวดม สายๆ หน่อยน้องผู้ช่วยก็มาชวนเราว่าเที่ยงนี้ไปทานข้าวข้างนอกกันไหมจะชวนน้องไปด้วย? ปกติเราทานในออฟฟิสและวันนี้ก็ซื้อข้าวกลางวันมาแล้ว เราเลยเอาข้าวที่ซื้อมาไปให้แม่บ้านแล้วพาน้องไปทานสุกี้กัน  

 

ปกติทุกบ่ายวันจันทร์มีต้องส่งรายงานประจำสัปดาห์ให้ผู้จัดการฝ่ายเพื่อนำไปส่ง MD ภายในช่วงเย็น ก่อนออกไปข้างนอกเลยเดินไปบอกผู้จัดการว่าจะออกไปทานข้าวข้างนอกกันอาจจะกลับเข้ามาเลยเวลางานไปบ้าง(ขออนุญาตก่อน)  ผู้จัดการขมวดคิ้วใส่แล้วบอกว่า ดูแล้วกันว่ากลับมาส่งรายงานให้ทัน เพราะพี่ต้องส่งนายเย็นนี้  ค่ะพี่  แล้วเราก็ออกไปกัน 

 

เรากับผู้ช่วยสั่งอาหาร น้องก็นั่งเฉยๆ ตาจ้องนิ่งแต่โทรศัพท์พอดังก็รีบรับสนทนาเบาๆ แล้วตาก็ชื้นน้ำตาขึ้นมาอีก สักพักก็วางสายนั่งเอามือกุมศรีษะอาหารมาก็ทานเหมือนแมวเขี่ย เรากับผู้ช่วยก็ทานไปผลัดกันคุยไปเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังเพื่อค่อยๆ เตือนสติ 

 

น้องบอกว่า รู้ทุกอย่างที่พี่ๆ บอก แต่ว่าทำใจไม่ได้ ตัดไม่ได้ เหมือนน้องอยากเล่าแต่ก็ยังไม่อยากให้รู้บอกแต่ว่าทุกข์เหลือเกินใบหน้าอ่อนแรง พอเราเอื้อมมือไปตบไหล่เบาๆ บอกว่ามันไม่มีอะไรที่แย่มากขนาดนั้นหรอก น้องก็ปล่อยโฮออกมาทันที นั่งสะอื้นอยู่ในร้านอาหารนั้น 

 

ตอนแรกเรากับผู้ช่วยก็ตกใจอยู่ แต่ก็ปล่อยให้ร้องไห้ไป ผู้ช่วยบอกว่าร้องไปเท่าที่ใจอยากจะร้อง ร้องให้พอ ครู่ใหญ่ๆ น้องก็ค่อยๆ เงียบลง เราถามว่า ที่บ้านมีคนอยู่ด้วยไหม อยู่กับแม่หรือเปล่า  น้องพยักหน้า แต่บอกว่า ไม่ได้เล่าอะไรให้แม่ฟัง เพราะไม่อยากให้ไม่สบายใจ  นั่งคุยกันไปน้องทานข้าวได้ถ้วยเล็กๆ จนเลยเวลางานไปครึ่งชั่วโมงก็กลับออฟฟิส 

 

วันรุ่งขึ้นน้องดูสดชื่นขึ้นมาบ้างเราก็ออกไปทานอาหารข้างนอกกันอีกสามคน วันนี้น้องทานข้าวไปเกือบสองจาน บอกว่าทานชดเชยวันอื่นด้วย(พี่ๆ สองคนค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย) 

 

น้องเองก็พยายามทำใจและช่วยเหลือตัวเองในระดับหนึ่ง แม้จะดูช้าเหลือเกินในความรู้สึกของผู้ช่วยและเราแต่ก็ถือว่ายังดีกว่าที่น้องไม่พยายามเลย แม้จนถึงปัจจุบันเราก็เห็นว่าน้องยังทำใจไม่ได้ แต่ก็ถือว่าดีขึ้น 

 

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเราชวนน้องไปฟังการบรรยายธรรมะของหลวงปู่พุทธะอิสระ เพราะหวังว่าน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ตอนแรกน้องจะไม่ไป แต่ไม่รู้เพราะเกรงใจที่เราชวนบ่อยหรือเปล่าสุดท้ายก็ได้ไปฟังบรรยายด้วยกัน (จะเล่าในเอนทรี่ถัดไป) 

 

ช่วงที่ไปทานอาหารกันน้องผู้ช่วยถามว่า เคยได้ยินประโยคนี้ไหม ต่อให้เรื่องมันหนักหนาสาหัสแค่ไหน ฟ้าก็ไม่มีทางหล่นลงมาทับเราได้   นั่นหมายความว่าไม่ว่าอย่างไร เราก็ยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 

 

เรายังเชื่อมั่นว่า  ความรักไม่ทำร้ายใคร หากว่าจะรักให้เป็น  แม้ความรักอาจไม่เป็นดังที่หวัง หากว่ารักให้เป็น ก็จะไม่ทุกข์เจ็บปวดและทรมาน 

 

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะร้ายหรือดีเมื่อผ่านมา สุดท้ายก็ต้องผ่านไป

 

 

 

 

ผ่านมาผ่านไป - Bird